รู้หรือไม่? กรุงเทพฯ เคยได้ฉายา “เวนิสตะวันออก” เพราะคลองคือหัวใจของเมือง

รู้หรือไม่? กรุงเทพฯ เคยได้ฉายา “เวนิสตะวันออก” เพราะคลองคือหัวใจของเมือง

รู้หรือไม่? กรุงเทพฯ เคยได้ฉายา “เวนิสตะวันออก” เพราะคลองคือหัวใจของเมือง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้หรือไม่? กรุงเทพฯ เคยได้ฉายา “เวนิสตะวันออก” เพราะคลองคือหัวใจของเมือง

ก่อนกรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า และตึกสูง เมืองหลวงแห่งนี้เคยเป็นเมืองที่ชีวิตแทบทุกอย่างผูกพันอยู่กับ “น้ำ” ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและเครือข่ายคูคลองที่แผ่กระจายไปทั่วเมือง จนกรุงเทพฯ ได้รับการขนานนามว่า “เวนิสตะวันออก”

คลองไม่ได้มีหน้าที่เพียงระบายน้ำ แต่ในอดีตยังเปรียบเสมือน “ถนน” ของคนกรุงเทพฯ เรือถูกใช้สำหรับเดินทางไปทำงาน ไปตลาด ไปวัด และขนส่งสินค้า บ้านเรือนจำนวนมากหันหน้าเข้าหาคลอง ขณะที่ตลาด วัด และชุมชนต่าง ๆ ก็มักถือกำเนิดขึ้นตามริมสายน้ำ กรุงเทพมหานครเองระบุว่า การตั้งถิ่นฐานของเมืองมีความสัมพันธ์กับน้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการคมนาคม เกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การระบายน้ำ รวมถึงยุทธศาสตร์การป้องกันเมือง จนกลายเป็นที่มาของภาพจำ “เวนิสแห่งตะวันออก”

กรุงเทพฯ มีคลองมากกว่า 1,000 สาย

แม้วันนี้เราจะคุ้นชินกับการเดินทางบนถนน แต่กรุงเทพฯ ยังคงมีเครือข่ายทางน้ำขนาดใหญ่อยู่ ตามข้อมูลในแผนปฏิบัติการของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพฯ มีคลองจำนวน 1,161 คลอง ความยาวรวมประมาณ 2,272 กิโลเมตร และมีคู ลำราง และลำกระโดงอีก 521 แห่ง ความยาวประมาณ 332 กิโลเมตร

เมื่อรวมกันจึงมีทางน้ำประมาณ 1,682 แห่ง ความยาวรวมกว่า 2,600 กิโลเมตร ตัวเลขมหาศาลนี้สะท้อนว่า แม้บทบาทของคลองจะเปลี่ยนไปจากอดีต แต่ระบบคูคลองยังคงเป็นโครงสร้างสำคัญของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะด้านการระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำของเมืองในปัจจุบัน

คลองมีมาก่อนกรุงเทพฯ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

ประวัติศาสตร์คลองในพื้นที่กรุงเทพฯ ย้อนกลับไปได้ก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์หลายร้อยปี ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการขุด “คลองลัด” บริเวณบางกอกเพื่อช่วยย่นระยะทางการเดินเรือ เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมมีเส้นทางคดเคี้ยวและใช้เวลาเดินทางนาน

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการขุดคลองลัดในย่านบางกอก ซึ่งภายหลังกระแสน้ำได้กัดเซาะคลองให้กว้างขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบัน ขณะที่เส้นทางแม่น้ำเดิมค่อย ๆ แคบลงและกลายเป็นคลองบางกอกน้อยกับคลองบางกอกใหญ่ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

เมื่อสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี คลองยังมีบทบาทด้านความมั่นคง โดยมีการขุดคลองเพื่อใช้เป็นคูเมืองและแนวป้องกันข้าศึก ตัวอย่างสำคัญคือ คลองรอบกรุง ซึ่งขุดในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2326 และประกอบด้วยส่วนที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อคลองบางลำพูและคลองโอ่งอ่าง

นอกจากทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันพระนครแล้ว คลองเหล่านี้ยังพัฒนาเป็นเส้นทางสัญจรและพื้นที่ค้าขาย ตัวอย่างเช่นคลองโอ่งอ่างซึ่งในอดีตมีเรือค้าขายสัญจรคึกคัก และเป็นพื้นที่จำหน่ายโอ่งกับเครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญและชาวจีน จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อ “คลองโอ่งอ่าง”

สถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิคลองโอ่งอ่างในอดีต

ยุครัชกาลที่ 5 คลองช่วยขยายเมืองและเศรษฐกิจ

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขุดและพัฒนาคลองมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวของกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ คลองไม่ได้ถูกสร้างเพื่อการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการเพาะปลูก และทำให้สินค้าทางการเกษตรสามารถเดินทางเข้าสู่ตลาดได้สะดวกขึ้น

หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง การค้าข้าวและสินค้าเกษตรของสยามขยายตัวอย่างมาก เครือข่ายคลองจึงมีบทบาททั้งในการเปิดพื้นที่นาและเชื่อมพื้นที่ผลิตกับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและมีโรงสีข้าวจำนวนมาก

คลองเปรมประชากร ถือเป็นคลองขุดสำคัญสายหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นคลองแรกที่โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นในรัชกาล มีแนวคลองเชื่อมพื้นที่กรุงเทพฯ ขึ้นไปทางบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วยลดระยะทางการเดินทางเมื่อเทียบกับการใช้เส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดเคี้ยวกว่า

ผลจากการขุดคลองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่สองฝั่งคลองให้มีการเพาะปลูกและเกิดชุมชนใหม่ ๆ ตามมา แม้แต่ชื่อ “หลักสี่” ก็มีความเชื่อมโยงกับคลองเปรมประชากร โดยในอดีตมีการตั้งหลักบอกระยะทางตามแนวคลองทุก 100 เส้น และชุมชนบริเวณหลักที่ 4 จึงถูกเรียกว่า “บ้านหลักสี่” ก่อนกลายมาเป็นชื่อเขตในปัจจุบัน

จากเมืองแห่งคลอง สู่ยุคของ “ถนน”

เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มเข้าสู่ความเป็นเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การเดินทางทางบกเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ถนนถูกสร้างเพิ่ม รถราง รถยนต์ และระบบขนส่งบนบกค่อย ๆ เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน บางคลองถูกปรับเปลี่ยน บางสายแคบลง และบางคลองถูกถมเพื่อสร้างถนน

ภาพของบ้านที่เคยหันหน้าเข้าหาสายน้ำจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นบ้านและร้านค้าที่หันหน้าเข้าถนน ขณะที่คลองจากเดิมที่เป็น “ถนนสายหลัก” ของเมือง เริ่มมีบทบาทด้านการระบายน้ำและระบบชลประทานมากขึ้น

“คลองถม” มีที่มาจากคลองที่ถูกถมจริง ๆ

หนึ่งในหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ในชื่อสถานที่จนถึงทุกวันนี้คือ “คลองถม” ย่านการค้าชื่อดังใกล้เยาวราชและวรจักร เพราะคำว่า “คลองถม” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรียก แต่สัมพันธ์กับคลองที่เคยอยู่บริเวณนั้นจริง ๆ

พื้นที่ดังกล่าวเคยมีคลองจักรวรรดิ ซึ่งในอดีตเรียกกันว่าคลองสำเพ็ง เชื่อมจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังคลองมหานาค ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 6–7 มีการทยอยถมคลองเพื่อพัฒนาเป็นถนน โดยมีหลักฐานว่าใน พ.ศ. 2462 กรมสุขาภิบาลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถมคลองบางช่วง และต่อมาบริเวณแนวคลองเดิมถูกพัฒนาเป็น ถนนมหาจักร

ผู้คนในละแวกนั้นจึงเรียกพื้นที่ซึ่งเกิดจากการ “ถมคลอง” ว่า คลองถม และชื่อดังกล่าวก็ถูกใช้ต่อเนื่องมาจนกลายเป็นชื่อย่านการค้าที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคย แม้คลองต้นกำเนิดชื่อจะหายไปจากภูมิทัศน์เมืองแล้วก็ตาม

คลองวันนี้ อาจไม่ใช่เส้นทางคมนาคมหลักของเมือง แต่ยังสำคัญไม่แพ้อดีต

แม้กรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 21 จะไม่ได้เดินทางด้วยเรือเป็นหลักเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่คูคลองยังเป็นส่วนสำคัญของเมือง ทั้งในฐานะเส้นทางระบายน้ำ พื้นที่รองรับน้ำ ระบบนิเวศ เส้นทางคมนาคมบางพื้นที่ และแหล่งรวมชุมชนเก่าแก่จำนวนมาก

โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนัก ความสามารถในการระบายน้ำของคลองส่งผลโดยตรงต่อปัญหาน้ำท่วมในเมือง กรุงเทพมหานครเองระบุว่า ปัญหาคลองตื้นเขิน วัชพืช และขยะสามารถลดประสิทธิภาพการระบายน้ำจนทำให้น้ำระบายไม่ทันในฤดูฝนได้ จึงทำให้การดูแลคลองยังเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของเมืองจนถึงปัจจุบัน

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล